บทที่ 2 บทที่2

บริษัทyoolong

บริษัทใหญ่โตบ่งบอกถึงอำนาจทางธุรกิจ บริษัทแห่งนี้รับมอบหมายหน้าที่จากรัฐบาลโดยตรงในการผลิตปิโตรเลียมจากแหล่งธรรมชาติ ซึ่งท่านประธานใหญ่อย่างยู่หลงก็ยังคงดำรงตำแหน่งด้วยดีไม่มีขาดตกบกพร่อง

ทันทีที่รถหรูราคาหลายร้อยล้านวิ่งเข้ามาจอดเทียบหน้าบริษัท เหล่าบอดี้การ์ดมากมายก็กรูกันเข้าไปต้อนรับ พลางเปิดประตูรถให้เขาอย่างนอบน้อม เหล่าบอดี้การ์ดพวกนั้นยืนเรียงหน้ากระดานพร้อมโค้งคำนับให้เขา ไม่ต่างจากพวกพนักงานในบริษัทที่มายืนต่อแถวต้อนรับ ซึ่งเป็นแบบนี้ทุกวัน

ยู่หลงในชุดคลุมสีดำดังเจ้าพ่อมาเฟียในจอแก้ว เขาเดินลงจากรถอย่างเร่งรีบมุ่งหน้าขึ้นไปที่ชั้นห้าของตึกซึ่งเป็นชั้นที่เขาทำงานอยู่และเป็นชั้นส่วนตัวก็ว่าได้ เพราะชั้นนั้นทั้งชั้นจะมีแค่เขาและคนที่สนิทจริง ๆ ทำงานอยู่

"คุณยู่ครับแล้วหนิงเทียนละครับไม่มาด้วยกันเหรอ" ประโยคคำถามที่ถูกถามขึ้นนั้น เป็นคนสนิทของเขาที่ชื่อ หลิงเฟิง

"มันบอกว่าไม่สบาย ขอลาหนึ่งวัน ป่านนี้ลุงฉางก็น่าจะดูแลอยู่" หลิงเฟิงได้ยินชัดและอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ ก็เมื่อวานที่เกิดเรื่องเขาเองก็รู้ว่าหนิงเทียนแข่งฝนกลับมาเอาเอกสารที่ห้อง ก็น่าจะเป็นไข้หวัดอย่างว่า 

ระหว่างที่หลิงเฟิงเงียบ เท้าของยู่หลงก็หยุดนิ่งเช่นกัน เขาหันมามองหลิงเฟิงช้า ๆ จากนั้นก็ขมวดคิ้วลงเล็กน้อย พร้อมประโยคคำถามที่ถามกลับมา

"มึงถามหามันทำไม หรือว่าเป็นห่วงมัน" หลิงเฟิงรู้ดีว่ายู่หลงมีความสัมพันธ์กับหนิงเทียนแบบลึกซึ้งและรู้ดีว่าหนิงเทียนเป็นเด็กของนาย ยิ่งนายถามแบบนี้แสดงว่าเขาไม่พอใจ

"ปะเปล่าหรอกครับ ผมแค่ไม่เห็นหนิงเทียนติดรถมาด้วย อีกอย่างเอกสารที่ผมให้ทำเมื่อวานไม่รู้ว่าหนิงเทียนทำเสร็จหรือเปล่า"

"มันฝากกูมาแล้วไม่ต้องห่วง"

หลังจากที่หันมาพูดคุยก็ต้องมุ่งหน้ากลับไปที่ห้องทำงานตามเดิม ส่วนหลิงเฟิงเขาแถบถอนหายใจเกือบซวยเพราะถามหาหนิงเทียนเสียแล้ว

ส่วนหนิงเทียนเขามีอากาศป่วยจริง ๆ เพราะตากฝนในเมื่อวานแถมเมื่อคืนก็ไม่ได้กินยาอีกต่างหาก ตอนนี้ก็เลยนอนซมอยู่ที่ห้อง

"ลุงฉาง ผมขอยาลดไข้ได้ไหม" หนิงเทียนพาตัวเองออกมาจากห้อง เรียกหาพ่อบ้านวัยหกสิบ ไม่นานนักลุงฉากก็เดินเข้ามาพร้อมยาและน้ำดื่ม

"หนิงเทียน นี่ยาแก้ปวดลดไข้ ทานซะจะได้พักผ่อน"

"ขอบคุณครับ" ลุงฉางเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีอบอุ่น ลุงฉางดูแลบ้านนี้มาตั้งแต่คุณท่านคนเก่ายังไม่เสียตอนนั้นยู่หลงก็น่าจะเป็นแค่เด็กวัยรุ่นทั่วไป

หนิงเทียนทานยาดื่มน้ำตามไปแล้ว เขาก็เอนกายลงที่โซฟากำมะหยี่ จากนั้นก็หลับตานิ่งโดยมีสายตาของลุงฉางมองดูอยู่

"ขอโทษนะครับที่ทำให้ลุงวุ่นวาย" ขณะที่เขาหลับตาแต่ก็ยังไม่ลืมที่จะกล่าวคำขอโทษ ส่วนลุงฉางก็เลือกที่จะนั่งลงที่โซฟาอีกตัว

"เห็นบอกว่าเมื่อคืนไม่ได้ทานยา ลุงเก็บไว้ในตู้หน้าเคาน์เตอร์ครัว หากรู้สึกไม่สบายก็เดินไปหยิบมาทาน ยาสามัญต่าง ๆ อยู่ในนั้น"

หนิงเทียนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ไม่รู้ว่าลุงฉางรู้ได้ยังไงว่าตนไม่ได้ทานยา ก็จริงเพราะเมื่อคืนมีมารมาขวางเสียก่อน ไม่อย่างนั้นตนก็คงไม่ไข้ขึ้นแบบนี้

"ลุงรู้ได้ยังไงครับว่าผมไม่ได้ทานยา"

"ก็คุณยู่บอกไว้ ว่าเธอไม่สบายหากตื่นขึ้นมาแล้วให้หายาให้ทาน"

"นี่เขาเป็นห่วงผมด้วยเหรอ" ได้ยินที่ลุงฉางพูดก็เหมือนจะใจชื้นขึ้นมา ทว่าลุงฉางดันเงียบและพ่นลมหายใจ เพราะสิ่งที่ลุงได้ยินตอนที่เจ้านายสั่งนั้น

ดูมันด้วยหากมันไม่สบายจริง ๆ ก็เอายาให้มันกินเกิดตายขึ้นมาฉันจะเดือดร้อน

แต่ลุงฉากก็ไม่ได้เล่าต่อ ทำเพียงหันมายิ้มให้หนิงเทียนจากนั้นก็บอกเขาให้พักผ่อน

"นอนเถอะพรุ่งนี้จะได้ไปทำงาน ได้ยินว่าโดนหักเงินเดือนเรื่องแจกันไม่ใช่หรือไง" เสียงแหบพร่าของลุงพูดขึ้น ทำเอาหนิงเทียนรู้สึกท้อขึ้นมา ก็เขาไม่ได้เป็นคนทำให้มันแตกคนที่ทำแตกก็คือคนที่บอกว่าจะหักเงินเดือน จริงอยู่ว่าเงินเดือนของเขาก็มากพอแต่สิ่งที่หนิงเทียนต้องการมากที่สุดคือเงินเก็บ ยิ่งมาถูกหักแบบนี้คงเหลือประทังชีวิตแค่น้อยนิด

ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ก็เลยล้มตัวลงนอนราบตามเดิม ไม่อยากคิดให้ปวดหัวเพิ่มหากเขาอยากหักก็ปล่อยให้เขาหักไป เพราะมันเป็นสิทธิของเขา

ระหว่างที่นอนพักไปได้ราวสองชั่วโมงก็รู้สึกตัว แต่ตอนนี้ร่างกายเหมือนจะกลับมาปกติ จากรู้สึกปวดหัวตัวร้อนก็ทุเลาลงบ้าง ทำให้หนิงเทียนต้องลุกขึ้นจากโซฟาเดินกลับไปที่ห้องตัวเอง ซึ่งเป็นจังหวะที่มือถือของเขาดังขึ้นพอดี

ตรืด ครืด

หนิงเทียนเดินไปหยิบขึ้นมาดูพร้อมทั้งกดรับ

"ว่าไงจื่อหยวน"

(หนิงเทียนได้ยินข่าวว่าไม่สบาย นายหายดีหรือยัง)

คนที่ต่อสายเข้ามาเป็นเพื่อนของหนิงเทียน จื่อหยวนเติบโตมาจากมูลนิธิและได้ทุนเรียนเหมือนหนิงเทียนหลังจบมาแล้วก็เลยได้เข้าทำงานที่เดียวกันแต่อยู่คนละฝ่าย

"ดีขึ้นแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง"

(จะไม่ให้เป็นห่วงได้ไง นับวันนายยิ่งผอมลง ยิ่งไม่สบายแบบนี้ทานอะไรหรือยัง)

"ยัง เราพึ่งตื่นนายไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเรามันกระดูกเหล็กไม่ตายง่าย ๆ "

(งั้น พักผ่อนเยอะ ๆ แล้วกัน ทานข้าวด้วยนะ เดี๋ยวขาดสารอาหารจะยุ่ง)

"ขอบใจนายมาก"

หลังจากที่วางสายหนิงเทียนก็เผลอยิ้ม คนที่เป็นห่วงเป็นใยตนมากที่สุดน่าจะเป็นจื่อหยวน หากจะย้อนเวลากลับไปละก็จื่อหยวนเปรียบเหมือนพี่ชายคนหนึ่งก็ว่าได้คอยให้คำแนะนำค่อยให้กำลังใจตลอดฟันฝ่ามาด้วยกันจนมีวันนี้ ในวันที่ไม่สบายเขายังอุตส่าห์โทรมาถามไถ่ ต่างจากใครบางคนที่ไม่เคยถามไม่เคยรับรู้ว่าตัวเองเจ็บป่วย เรื่องเดียวที่เขาสนใจในตัวหนิงเทียนน่าจะเป็น เรื่องบนเตียง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป